ค้นหาพระเครื่อง

ค้นหาร้านพระเครื่อง


พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม ดูง่ายเข้าใจง่ายๆ

รายละเอียด

หมวดหมู่ :
พระเนื้อผง-เนื้อว่าน
ชื่อพระ :
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม ดูง่ายเข้าใจง่ายๆ
สถานะ :
โทรถาม
รายละเอียด :

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม ดูง่ายเข้าใจง่ายๆไม่ต้องปวดหัวครับองค์นี้ สมบูรณ์ครับผม


สมเด็จฯ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมสูงสุดในประเทศไทยและในโลก นักนิยมสะสมพระเครื่องทั่วประเทศต่างยกย่องให้เป็นจักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง จึงทำให้นักนิยมพระเครื่องทั้งเก่าและใหม่ต่างอยากได้ พระสมเด็จวัดระฆังฯ มาไว้ครอบครองบูชากันทุกท่าน เบญจภาคี คำนี้ มี5 อย่างด้วยกันที่เป็นต้นฉบับตั้งแต่อดีตที่เค้าเรียกขานขนานนามได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง” “พระรอด” “พระนางพญา” “พระผงสุพรรณ” และ “พระซุ้มกอ” ซึ่งนับว่าเป็นพระเครื่องเก่าแก่ เบญจภาคีที่ประกอบกันทั้ง5อย่าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ได้มีพระเครื่องที่สร้างแล้วปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์เพียงรูปเดียวที่มีประวัติชัดเจน นั่นก็คือ พระสมเด็จที่สร้างแล้วปลุกเสกโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) ที่มีเรื่องราวต่างๆนาๆตั้งแต่อดีตจนสู่ปัจจุบัน แล้วเป็นจักรพรรดิ์ของพระเครื่องตลอดกาลประวัติวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารโดยย่อวัดระฆังโฆสิตารามเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่บนถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดบางหว้าใหญ่” มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีพระราชวังไม่ไกลจากวัดบางหว้าใหญ่ ทรงปฏิสังขรณ์และยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง อีกทั้งได้อาราธนา พระอาจารย์ศรี ให้มาครองวัดนี้และทรงสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้านายในวังหลัง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ได้มีการขุดพบระฆังลูกหนึ่งซึ่งมีเสียงดังไพเราะจึง ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆษิตาราม” ต่อมาถึงรัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชกัณฑิยาราม” ซึ่งผู้คนไม่นิยมเรียก (คงจะเรียกยากและจำยาก) จึงยังคงเรียกกันว่า “วัดระฆังโฆษิตาราม” มาจนทุกวันนี้ วัดระฆังฯ มีพระราชาคณะที่สร้างพระเครื่องเป็นที่นิยมถึง 3 องค์ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) หรือ “สมเด็จปิลันทน์” และ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) ในบทความนี้จะเสนอเรื่อง พระพิมพ์ พระสมเด็จฯ สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี)เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ของวัดระฆังโฆสิตาราม อันเป็นพระเครื่องยอดนิยมอันดับ 1 ของสยามประเทศไทยประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี)สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2331 เวลาย่ำรุ่ง ที่ตำบลไก่จ้น อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อเกศ บิดาไม่ปรากฎนาม ว่ากันว่ามารดาท่านเป็นชาวบ้านตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ บิดาท่านอาจจะเป็นชาวเมืองกำแพงเพชรก็ได้ เพราะมีบันทึกเขียนว่า “ปีระกา จุลศักราช 1211 (พ.ศ.2391) สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) วัดระฆัง กรุงเทพฯ ขึ้นมา เยี่ยมญาติ ณ เมืองกำแพงเพชร” ซึ่งแสดงว่าท่านมีญาติเป็นชาวเมืองกำแพงเพชร สมเด็จฯ ท่านเกิดในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านมีอายุยืนยาวถึง 5 รัชกาล เมื่อครั้งมีการปั้นพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 (ปัจจุบันอยู่ที่ปราสาทพระเทพบิดร) ผู้ปั้นต้องอาศัยผู้ที่เกิดทันและเคยเห็นรัชกาลที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นมีเหลือเพียงไม่กี่คน บอกพระลักษณะพระองค์ หนึ่งในนั้นก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) ขอประมวลประวัติของท่านโดยย่อในที่นี้ ดังนี้- เกิด 17 เมษายน พ.ศ.2331- บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.2342 อายุ 12 ที่ วัดสังเวชวิศยาราม มี พระบวรวิริยเถร (อยู่) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชแล้วข้ามไปศึกษาในสำนัก พระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังฯ โดย ท่านเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร เป็นผู้นำไปฝากตัว พ.ศ.2350 อุปสมบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรัชกาลที่ 1 ทรงเป็นนาคหลวง สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์- พ.ศ.2395 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระธรรมกิติ”- พ.ศ.2397 โปรดฯ ให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระเทพกวี”- พ.ศ.2407 โปรดสถาปนาเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์”- วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2415 มรณภาพ ชนมายุ 85 ปีกระผมขอให้สังเกตบางประการ ซึ่งผู้คนอาจมองข้ามไปคือ1. สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ “พระธรรมกิติ” เป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2395 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ในระหว่างรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 (หลังจากสมเด็จฯ บรรพชา พ.ศ.2350 - พ.ศ.2394) ซึ่งเป็นเวลายาวนานร่วม 44 ปี ท่านมิได้มีสมณศักดิ์ใดๆ คงเป็น “ขรัวโต” ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นนิยมเรียกกัน ดังนั้นข้อที่ว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จฯ ท่านหลีกเลี่ยงที่จะได้รับสมณศักดิ์ โดยออกธุดงค์แทบทุกปี จึงเป็นเรื่องที่น่ารับฟัง ต่อเมื่อมาถึงรัชกาลที่4 ท่านถึงยอมรับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ “พระธรรมกิติ” เป็นสมณศักดิ์แรก ต่อมาเป็น “พระเทพกวี” และ “สมเด็จพุฒาจารย์” ในที่สุด2. เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามองค์ก่อนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็คือ สมเด็จพระพน (ฤกษ์) ท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ของวัดระฆังฯ มาตั้งแต่ พ.ศ.2373 จนถึงมรณภาพในปลายรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2390 - พ.ศ.2393) จากนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ องค์ต่อมา ซึ่งคงจะอยู่ในช่วงรอยต่อรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 ดังนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ องค์ที่6 เมื่อท่านอายุร่วม 65 ปี แล้ว และครองวัดระฆังฯ ได้ประมาณ 20 ปี จึงมรณภาพในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2415การสร้างพระสมเด็จฯตามประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในตอนก่อน จะเห็นได้ว่าท่านเป็นพระที่ไม่ยึดติดในยศถาบรรดาศักดิ์ศักดิ์และไม่มีภาระในการปกครองวัด ท่านจึงมีเวลาและมีอิสระในการออกธุดงค์เป็นเวลายาวนาน เป็นที่ยอมรับว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนาธุระ เล่ากันว่าท่านเป็นศิษย์ของ ขรัวตาแสง วัดมณีชลขันธ์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งว่าเป็นผู้มีวิชา “เดินตั้งแต่เมืองลพบุรี ลงมาฉันเพลที่กรุงเทพฯ ได้” แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดในเรื่องนี้ มีแต่เรื่องเล่าสืบต่อๆกัน ส่วนสาเหตุของการสร้างพระสมเด็จฯสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้ธุดงค์ไปจังหวัดกำแพงเพชร ในพ.ศ.2391 ได้พบแผ่นศิลาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างพระเจดีย์บรรจุพระพิมพ์ (พระซุ้มกอ พระเม็ดขนุน ฯลฯ) เมื่อกลับมากรุงเทพฯ (หลังจากนั้นได้กว่า 10 ปี ท่านจึงสร้างพระสมเด็จฯ ขึ้นมาแจกชาวบ้าน ในเรื่องนี้น่ารับฟังกว่าเพราะมีบันทึกหลักฐานดังที่ว่า อนึ่ง ตามคำบอกเล่าของเจ้าคุณธรรมถาวร (ช่วง) ลูกศิษย์ของสมเด็จฯ ทราบว่าท่านเริ่มพระพิมพ์ในราว พ.ศ.2409 เมื่อท่านมีอายุ 78 ปี สร้างอยู่ในราว 6 ปี จึงมรณภาพใน พ.ศ.2415แม่พิมพ์พระสมเด็จฯที่วงการพระยอมรับมีอยู่เพียง 5 พิมพ์ คือ1. พิมพ์ใหญ่ สันนิษฐานว่านำรูปแบบมาจากพระประธานสมัยสุโขทัย2. พิมพ์เจดีย์ มีลักษณะพุทธศิลปสกุลช่างเชียงแสน3. พิมพ์เกศบัวตูม พุทธลักษณะคล้ายพระเชียงแสนสิงห์4. พิมพ์ฐานแซม มีพุทธศิลปแบบพระบูชาสมัยอู่ทอง5. พิมพ์ปรกโพธิ์ มีสองแบบ คือ แบบพิมพ์ฐานแซมกับพิมพ์เกศบัวตูมทุกพิมพ์เป็นพิมพ์พระพุทธประทับนั่งขัดสมาธิ มีฐานสามชั้น ไม่ปรากฏรายละเอียด ของพระพักตร์ นับว่าเป็นศิลป์สมัยใหม่คือ เป็นเพียงลายเส้น พระพิมพ์ก่อนหน้านั้นจะให้รายละเอียดมีพระเนตร พระนาสิก ฯลฯ ถือได้ว่าพระพิมพ์สมเด็จฯ มีพุทธศิลปแบบสมัยใหม่ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อีกทั้งทำด้วยผงวิเศษซึ่งนับว่าเป็นของใหม่ (ก่อนหน้านั้นจะทำด้วยดินหรือชิน)เนื้อพระมวลสารของพระสมเด็จฯ ส่วนใหญ่เป็นปูนขาว ผสมผงพระพุทธคุณ คือ ผงมหาราช ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห ฯลฯ โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้ทำผงกรรมวิธีแบบโบราณ คือ เขียนบนกระดานชนวน เขียนแล้วลบ รวบรวมผงนำมาสร้างพระ นอกจากนี้ยังมีอิทธิวัตถุอื่น เช่น ใบลานเผา ว่าน อิฐหัก ดอกไม้บูชาพระ ฯลฯ ทั้งหมดนำมาโขลกผสมประสานด้วยน้ำมันตังอิ้ว ทำให้เนื้อพระไม่เปราะหรือแตกหักง่ายการสร้างและความนิยมคงจะเป็นการยากที่จะทราบจำนวนการสร้างของพระสมเด็จฯ เพราะท่านสร้างเป็นครั้งเป็นคราว ตามปริมาณวัสดุที่มี และไม่มีผู้นับจำนวนไว้ แต่ท่านสร้างเป็นเวลาราว 6 ปี คือ พ.ศ.2409 - พ.ศ.2415 เจ้าคุณทิพโกษา (สอน โลหะนันท์) ผู้เกิดทันเห็นท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้บันทึกเรื่องพระสมเด็จฯ และความนิยมของผู้คนไว้เมื่อ พ.ศ.2473 ความว่า “วันเมื่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺรํสี) มาถึงวัดระฆังฯ (ท่านมรณภาพที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม) พระธรรมถาวร (ช่วง) พระราชาคณะที่มีอายุ 88 ปี เรียงประวัติเรื่องนี้ ได้ตักพระพิมพ์แจกชำร่วยแก่บรรดาผู้มาส่งศพ สักการะศพ เคารพศพนั้นแจกทั่วกันคนละองค์สององค์ ท่านประมาณราวสามหมื่นองค์ที่แจกไป และต่อๆ มาก็แจกเรื่อย เดี๋ยวนี้จะหาสักครึ่งองค์ก็ไม่มี มีแต่จำเพาะตน” ความข้างต้นให้ข้อมูลว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ มีการสร้างจำนวนเป็นหมื่น ไม่ทราบว่าตัวเลขจะถูกต้องหรือไม่ แต่ก็ต้องเป็นจำนวนมากถึงกล่าวไว้เช่นนั้น และเมื่อมาถึง พ.ศ.2473 (วันบันทึกเรื่อง) พระสมเด็จฯ ก็หายากแล้ว “เดี๋ยวนี้จะหาสักครึ่งองค์ก็ไม่มี” แสดงว่าผู้คนนิยมและแสวงหากันมาก เมื่อมาถึงปัจจุบันนี้แทบจะหาดูยังไม่ได้ พระที่สภาพสมบูรณ์มีราคาหลายล้านบาท ถือว่าเป็นพระเครื่องที่มีราคาสูงที่สุดของวงการ ท่านผู้ที่มี((บุญวาสนาและมีฐานะดีระดับเศรษฐี))เท่านั้นถึงจะมีไว้ครอบครองได้ข้อสังเกตและลักษณะในการศึกษาและเรียนรู้การดูพระสมเด็จเบื้องต้น1. การสังเกตและจดจำ พิมพ์-ทรง-ความคม-ลึก ของพระสมเด็จในแต่ละพิมพ์ เช่น การจดจำพุทธลักษณะของพระเกศ พระพักตร์ การวางวงแขน การประทับนั่ง ซ้อนขา ฐานขององค์พระ เส้นซุ้มบนขอบกระจก เพราะพระในแต่ละพิมพ์จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันไป ขนาดขององค์พระที่เป็นองค์จริง (พระแท้) ของพระในแต่ละพิมพ์ ซึ่งพระในพิมพ์เดียวกันมักมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยเรื่องของความหนา-บางของพระ หรือความสูง-ความกว้างขององค์พระ คิดว่าคงเกิดจากการใช้เนื้อวัสดุในการสร้างพระ และการตัดขอบพระมากน้อยไม่เท่ากันทุกองค์2. การสังเกตและดูด้านหลังองค์พระ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระสมเด็จวัดระฆังในแต่ละพิมพ์ การดูลักษณะการทำงานด้านหลังขององค์พระ และพระใน แต่ละพิมพ์ก็จะมองเห็นการทำงานไว้หลายลักษณะ เข้าใจว่าเกิดจากการใช้วัตถุช่วยในการกดเนื้อพระลงบนพิมพ์พระ จึงทำให้เห็นลักษณะด้านหลังองค์พระเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการ พิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ต่างๆ3. การสังเกตดูรอยการตัดขอบ ขององค์พระทั้ง 4 ด้านของพระในแต่ละพิมพ์ (สังเกตจากภาพ)แล้วท่านจะเข้าใจในความแตกต่าง4. สังเกตดูลักษณะพื้นผิวขขององค์พระ เช่นการส่องดูลักษณะความแห้งแล้งของพื้นผิวพระและเนื้อพระ รอยปิ รอยแยกบนพื้นผิวขององค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การยุบและการหดตัวขององค์พระ ซึ่งเกิดจากความแห้งแล้งของเนื้อพระ ที่ผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปีโดยเป็นธรรมชาติ5. สังเกตดูเนื้อหามวลสาร ที่เป็นส่วนผสมขององค์พระ อาจจะสังเกตได้จาก พื้นผิวด้านหน้า-ด้านหลัง-ขอบข้างขององค์พระ (ในองค์พระที่ผ่านการใช้มามากและเสียผิวก็จะสามารถมองเห็นมวลสารได้มากกว่า องค์พระที่มีสภาพสมบูรณ์ไม่ผ่านการใช้)


สมเด็จนั้น มีพุทธคุณครอบจักรวาลครับ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนหรือว่าส่วนใดของพระสมเด็จก็ตาม ปู่ย่า ตาทวด บางท่านที่ครอบครองพระสมเด็จอยู่แต่มีลูกสองคน บางครั้ง ยังหักแบ่งให้ลูกไปคนละท่อน อันนี้คือเรื่องจริงนะครับ ถือว่าเป็นสุดยอดของการสร้างพระผงแค่กรรมวิธีการสร้างก็ยากยิ่งสุดยอดแล้วครับต้องบอกว่า""กว่าจะมาเป็นแต่ละองค์ แต่ละองค์""นั้นมันยากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นต้องเขียนยันต์ ลบยันต์ บนกระดานชนวนแล้วตบผง ลบผงผงวิเศษ 5 ประการคือ ผงอิธะเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และ ผงตรีนิสิงเหผงทั้งห้านี้ผงวิเศษ 5 ประการ มิได้เกิดจากการนำผง5 ชนิดมารวมกันแต่เกิดจากผงชุดเดียวกันผ่านกรรมวิธี ถึง 5 ครั้งกรรมวิธีทำผงวิเศษ กระทำในพระอุโบสถ เตรียมเครื่องสักการะหน้าพะประธาน กล่าวคาถาอัญเชิยครู ประกาศอัญเชิญเทพยดาทำประสะน้ำมนต์พรมตัว เรียกอักขระเข้าตัว และอัญเชิยครูเข้าตัวผงปถมัง เป็นผงเริ่มต้น นำดินสอผงวิเศษมาเขียนสูตร และลบออกเป็นผงปถมังมีอานุภาพ หลายด้าน แต่หนักไปทาง คงกรพันชาตรีมหาอุด แคล้วคลาด กำบังล่องหนและป้องกันภูตผีปีศาจและคุณไสยผงอธิเจ นำผงปถมังมาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเป็นผงอธิเจมีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมอย่างสูงรักษาโรคภัยไข้เจ็บผงมหาราช นำผงอธิเจ มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเป็นผงมหาราช มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมอย่าสูงป้องกันและถอนคุณไสย และแคล้วคลาดผงพุทธคุณ นำผงมหาราช มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตรลบผงเกี่ยวกับพุทธคุณนานาประการ ให้อานุภาพด้านเมตตามหานิยมอย่างสูง กำบัง สะเดาะ และล่องหนผงตรีนิสังเห นำผงมหาราช มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตรลบผงเกี่ยวกับยันตร์ตรีนิสิงเหหรือยันตร์นารายณ์ถอดรูป แล้วมียันต์พระควัมบดี และยันต์ตราพระสีห์ อานุภาพด้าน เมตตามหานิยมป้องกันถอนคุณไสย และภูตผี ป้องกันสัตว์เขี้ยวเล็บงา รักษาโรคอุบัติภัยอันตรายทั้งปวงคาถาการปลุกเสกพระสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสถามเจ้าพระคุณว่าพระเครื่องของหลวงพี่ปลุกเสกด้วยคาถาใด จึงได้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักเจ้าพระคุณ ตอบว่า ปลุกเสกด้วยชินบัญชรคาถาคาถาชินบัญชร ได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ และพระอรหันต์สำคัญมากมาย รวมทั้งอัญเชิญพระสูตรสำคัญ ทั้ง 7 สูตร คือ1.รัตนสูตร มีคุณวิเศษทางป้องกันภูตผีปีศาจ และโรคระบาด2.กรณีเมตสูตร มีคุณวิเศษทางมหานิยม ปัดรังควานภูตผีปีศาจ และอำนวยผลสำเร็จในการงาน3.องคุลีมาลปริตร มีคุณวิเศษช่วยในการคลอดบุตร บำบัดฌรค และสิริมงคล4.ธชัคสนูตร ทำใจให้บันเทิง อาจหาญ บำราบภยันตรายที่เผชิญหน้าให้แคล้วคลาดไป5.ขันธปริตร ป้องกันสัตว์เขี้ยวเล็บงาและอรพิษน้อยใหญ่6.โมรปริตร เป็นผล นิรันตราย แคล้วคลาดจาก ศาตราวุธ และภยันตรายทั้งปวง7.อาฎานาฏิยปริตร ป้องกันภูติพราย อมนุษย์ และคุณไสยทั้งปวงสาธุ สาธุ สาธุ

เบอร์โทรศัพท์ :
087-6895566
<<== กดคุยไลน์
เมื่อวันที่ :
2019-08-07 11:48:04
จำนวนผู้เข้าชม :
138 ครั้ง
คลิกชำระ    ผ่อนนานสุด 10 เดือน

payment


- ชำระผ่านบัตรเครดิต Visa/MasterCard หรือบัตร ATM เดบิต
- ชำระแบบแบ่งจ่าย โดยเลือกผ่อนได้นาน 3-10 เดือน ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรีฯ,กรุงไทย, เฟิร์สช้อยส์ (ต้องมียอดเงินตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป)
- ชำระเงิน ณ จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ทุกสาขาทั่วประเทศ ห้างบิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส, ไปรษณีย์ไทย, แฟมิลี่ มาร์ท, จัสท์เพย์, เอ็มเปย์ ,เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีฯ และไทยพานิชย์

215
อ้วนลอยฟ้า คุณพระคุ้มครอง
44/212 มบ.villaggioพระราม2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน
087-6895566
นางสาวกิตติพร มานิตทวีผล
6192225262
กสิกรไทย
บิ๊กซีพระราม2